23 เมษายน 2556

ทางของฉัน ฝันของใคร ?

     สิ่งที่จะเขียนถึงในวันนี้ เป็นสิ่งที่เชื่อว่าพวกเราทุกคนต้องมีซึ่งก็คือ "ความฝัน" แน่นอนทุกคนมีความฝัน พนันได้เลยว่าตั้งแต่เราเป็นเด็กพ่อ แม่ ลุง ป้า น้า อา คุณครู บุคคลเหล่านี้ต้องเคยถามเราว่า "โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร ?" เรายังจำกันได้หรือเปล่าครับ ว่าคำตอบในตอนนั้นคืออะไร ?

     แล้วถ้าตอนนี้ให้เราตั้งคำถามนี้กับตัวเราเองว่า "สิ่งที่เราทำอยู่ในตอนนี้ คือตัวตนของเราหรือไม่ คือความฝันที่เราอยากเป็นหรือเปล่า ?" ถ้าคำตอบคือ "ใช่นี่แหล่ะคือตัวตนของฉัน และตอนนี้ฉันได้ทำตามความฝันแล้ว" เรายินดีด้วยครับ เพราะเชื่อได้เลยว่ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่คำตอบเป็นเช่นนั้น

     แล้วถ้าคำตอบคือ "นี่มันไม่ใช่ตัวตนของฉัน ทุกอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้เป็นด้วยความจำเป็น" งั้นคำถามต่อไปคือ "เราลืมความฝันของเราไปแล้วหรือยัง ? เราได้เริ่มทำตามความฝันเราบ้างหรือเปล่า ?" มีคลิปนึงจาก Youtube อยากให้พวกเราได้ลองดูครับ


     ในโลกของการลงทุนความฝันก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ต่างคนต่างเข้ามาลงทุนด้วยเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป แล้วเราถามตัวเองหรือเปล่าครับว่า "ความฝันของการลงทุนเราคืออะไร ? เรามีเป้าหมายในการลงทุนอย่างไร ?"

     การที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการประสบความสำเร็จของชีวิต ไม่จำเป็นเสมอไปว่าคนที่เรียนได้ดี เรียนมาเฉพาะด้าน จบเศรษฐศาสตร์ การเงินการลงทุน ระดับปริญญาเอก แล้วเข้ามาลงทุนแล้วจะประสบความสำเร็จเสมอไป แต่ถ้าเราทุกคนมีความฝัน มีเป้าหมายในการลงทุน และขณะนี้ได้เริ่มต้นเดินทางตามความฝันของตัวเอง เชื่อได้แน่ครับว่าสักวันหนึ่งเราก็จะทำได้ดังฝันของเราครับ


"ถ้าคุณไม่สร้างความฝันของตัวเอง คนอื่นจะจ้างคุณไปสร้างความฝันของเขา" -Cway investment-

16 เมษายน 2556

จริงหรือ ? การลงทุนคือความเสี่ยง !

     เชื่อว่าคนที่อ่านบทความส่วนมากแล้วมีงานประจำทำกันหรือที่เรียกกันว่าพนักงานเงินเดือน แล้วก็เชื่อว่าในบางจังหวะชีวิตก็จะเกิดคำถามขึ้นมาอยู่ในหัวอยู่หลาย ๆ คำถามด้วยกัน ลองดูตัวอย่างดังนี้
     - เราจะต้องทำงานไปจนถึงเมื่อไหร่ ?
     - ทำอย่างไรเราถึงจะมีเงินเพิ่มมากขึ้นกว่านี้ ?
     - เราจะมีเงินเหลือเก็บเดือนละเท่าไหร่ ?
     - ถ้าเราอยากเกษียณตัวเองเราน่าจะมีเงินเก็บทั้งหมดเท่าไหร่ ?

     เชื่อแน่ว่าใครที่คิดถึงอนาคตของตัวเอง ย่อมต้องมีความกังวลและมีคำถามเหล่านี้เกิดขึ้น อาจจะไม่ตรงตามนี้ทั้งหมด หรืออาจจะมากมายหลายคำถามกว่านี้ แล้วเราเคยได้คำตอบจากคำถามเหล่านี้หรือไม่ครับ ?

     แน่นอนในภาวะปัจจุบันเราต้องหาเงิน เราต้องใช้เงิน เราต้องเก็บออม แต่ว่าออมเท่าไหร่ล่ะ เมื่อเราหมดซึ่งเรี่ยวแรงที่จะทำงานแล้วเราถึงจะอยู่ได้อย่างไม่ลำบากมากมาย ลองดูตารางตามด้านล่างนี้ครับ สมมติง่าย ๆ เลยว่าเราต้องใช้เงินหลังเกษียณเดือนละ 20,000 บาท (ค่าเงินปัจจุบัน) และให้อัตราเงินเฟ้อที่คงที่เลยคือ 3% ต่อปี และเราจะเกษียณตัวเองเมื่อายุ 55 ปี เรามาดูกันว่าเราต้องเริ่มออมเงินเดือนละเท่าไหร่


      จากตารางเราเห็นข้อสังเกตุได้ 3 ข้อครับคือ
     1.จำนวนเงินที่เก็บออมในแต่ละเดือน ถ้าเก็บมากแน่นอนย่อมมีเงินสะสมมาก (หลายคนก็จะบอกว่า จะเก็บให้ได้มากได้อย่างไร ในเมื่อทุกวันนี้ก็ใช้เดือนชนเดือนอยู่แล้ว ซึ่งอยากจะแนะนำอย่างงี้ครับให้เราออมก่อนใช้ อย่าเหลือใช้แล้วจึงออมครับ ข้อนี้จะช่วยได้)
     2.อัตราผลตอบแทน จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนที่ห่างกันเพียง 2% ต่อปี แต่ทำให้ภาระการเก็บออมแต่ละเดือนนั้นห่างกันมากมายเหลือเกิน (แล้วจะทำอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนสูง ๆ ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นการต้องเอาเงินออมของเราไปลงทุนครับ ให้เงินของเราทำงานให้เราบ้างไม่ใช่ว่าเราต้องทำงานเหนื่อยอย่างเดียว)
     3.ถ้าเราเริ่มเก็บออมอย่างเร็ว เราจะใช้เงินออมเดือนละไม่สูงมากครับ (วันรุ่นวัยทำงานชอบละทิ้งข้อได้เปรียบนี้ครับ โดยมีความเชื่อที่ว่า ยังหนุ่มยังแน่นมีเรี่ยวแรงหาเงิน ก็หาเงินแล้วก็ใช้เงินให้คุ้มค่า ส่วนเงินเก็บเดี๋ยวอายุเยอะขึ้นตำแหน่งหน้าที่การงานดีขึ้นค่อยเก็บออม ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ค่อยเข้าท่าเลยถ้าดูจากตารางนี้)
    
     จากทั้ง 3 ข้อนี้คงปฏิเสธเรื่องที่เราต้องลงทุนไม่ได้ใช่หรือไม่ครับ ? จะเอาเงินไปฝากธนาคารเดือนละ 2,000 กว่าบาท ก็เห็นจะเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ดอกเบี้ย 8% ต่อปีจริงไหม หลายคนกลัวเหลือเกินกับการลงทุน เพราะตลอดเวลาเราจะได้ยินคำพูดที่ว่า "การลงทุนคือความเสี่ยง" ซึ่งมันก็เป็นข้อความที่เป็นความจริงครับ (ดูจากตลาดหุ้นที่ผันผวนขึ้นลงวันนึงอย่างกับรถไฟเหาะตีลังกา ราคาทองคำที่ไหลพรูดรูดลงยังกะตกเหว) แต่เราสามารถลดความเสี่ยงของการลงทุนของเราได้ เริ่มต้นจากการเรียนรู้ หาระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ รับได้มากก็ลงทุนในหุ้น ทองคำ อนุพันธ์ ถ้ารับความเสี่ยงได้น้อยก็ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล กองทุนรวมตราสารหนี้ หรือที่กำลังมาแรงในตอนนี้ก็คือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

     ลองดูกราฟผลตอบแทนของสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ในระยะเวลาที่ผ่านมาดูครับ



     จะเห็นได้ว่าการลงทุนมีให้เลือกมากมายครับ แถมเรายังกำหนดความเสี่ยงที่เรารับได้ตามประเภทของการลงทุนได้อีก ถ้าเราเริ่มต้นเรียนรู้ เริ่มต้นเก็บออม เริ่มต้นวางแผน สบายใจได้เลยว่าชีวิตหลังเกษียณของเราจะสุขสบาย ไม่เป็นภาระของลูกหลานอีกด้วย

"การลงทุนมีความเสี่ยง แต่การไม่ลงทุนเลยเสี่ยงกว่า"  -champsiwa-

08 เมษายน 2556

ใคร ๆ ก็ชอบของ Sale !!!


     ในการใช้ชีวิตประจำวันของเรานั้น สิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้ก็คือการที่ต้องออกไปจับจ่ายใช้สอย ซื้อสินค้านู่นนี่นั่นอยู่เรื่อยไป แต่สิ่งหนึ่งที่อดที่จะมองหาหรือมันเป็นที่สะกิดใจของเราเป็นอย่างมากเลยก็คือ ป้าย Sale !! นั่นเอง

     โดยเฉพาะสาว ๆ ที่จะชื่นชอบป้ายนี้เป็นอย่างยิ่ง เจอทีไรทำให้ต้องหวั่นไหวอยู่เรื่อยไป จนหลาย ๆ ครั้งนั้นทำให้เราลืมคิดไปว่า สิ่งที่จะต้องซื้อมานั้นมันจำเป็นหรือว่าเราได้ใช้สอยประโยชน์ของมันหรือเปล่า เรากลับเห็นป้าย Sale และราคามันถูกลงมาจนน่าเหลือเชื่อแล้วก็ซื้อมันมา ก็เสมือนกับว่าเราติดกับดักป้าย Sale เข้าอย่างจัง

     แต่ในทางกลับกันถ้าเราไตร่ตรองดูแล้วว่า สินค้านั้นเราจำเป็นต้องใช้สอยมันแน่นอนและเมื่อซื้อมันมาแล้วนั้นมันคือสิ่งที่จะสร้างประโยชน์ต่อเราได้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์แน่นอน ประจวบเหมาะกับจังหวะที่สินค้านั้นติดป้าย Sale !! ด้วยแล้วนั้น เหมือนเราได้กำไร 2 เด้งเลยทีเดียว และนี่คือการซื้อที่ชาญฉลาด

     ในโลกของการลงทุนก็มีมหกรรมลดกระหน่ำเหมือนกัน แต่ไม่ได้มีการปักป้าย Sale ให้เรารู้หรอกนะ เราต้องทำการวิเคราะห์และพิจารณากันเอง เช่น หลังจากช่วงวิกฤติ Subprime ของสหรัฐอเมริกา ตลาดหุ้นบ้านเราก็ตกล่วงลงมามากมาย (SET index จาก 800 กว่าจุดลงมา 400 กว่าจุด) ใครที่เอาชนะความกลัวได้ในขณะนั้น ก็เสมือนกับว่าพบกับป้าย Sale !! ในงานมหกรรมลดกระหน่ำ เข้ามาลงทุนในหุ้นตอนนี้ก็ฟันกำไรไปมากมาย

     แต่กับดักการลดกระหน่ำนี้ก็ยังมีให้เห็น แค่ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมานี้ หลังจากประเทศไทยพ้นวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ เมื่อ SET index กลับขึ้นมา 1100 จุด นักลงทุนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ขณะนี้หุ้นได้ "แพง" แล้ว จนกระทั่งมาถึงปลายปี 2555 SET index วิ่งขึ้นไปถึง 1400 จุด เสียงจากนักลงทุนก็บอกว่าโหตอนนี้ "แพงมาก"

     เข้ามาเริ่มต้นปี 2556 SET index ผ่านมา 2 เดือนวิ่งขึ้นไป 1550 จุด กลับมานักลงทุนเปิดบัญชีใหม่เข้ามาจำนวนมาก บอกกันเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือขาขึ้นของหุ้นไทย ไม่ซื้อระวังจะตกรถ !! (โบรกเกอร์ต่าง ๆ ก็เชียร์กันว่าหุ้นไทยจะไป 1700 - 1800 จุด) มาถึงวันนี้ (05/04/2556) SET index ลงมาอยู่ที่ 1489 จุด นักลงทุนก็บอกเป็นเสียงเดียวกันราวกับตลาดปักป้าย Sale !! "เก็บของถูกเร็ว" เพราะดัชนีลงมารุนแรง ว่าแล้วก็ทำการซื้อ... โดยตอนนี้นั้นได้ลืมไปแล้วว่าเคยบอกว่ามัน "แพง" ตั้งแต่ดัชนีอยู่ที่ 1100 จุด

     "ถูก" หรือ "แพง" เราได้ใช้ "ความรู้สึก" ของเราเป็นตัววัดมากกว่า "การประเมินมูลค่าที่แท้จริง" ไปหรือเปล่า ?? ลองดูกราฟด้านล่างเล่น ๆ ดูครับเราเป็นเหมือนในกราฟนี้หรือเปล่า ?


"ถ้าเรามัวแต่ซื้อของที่ไม่จำเป็น สักวันเราก็จะจบลงด้วยการขายของที่จำเป็น" -Warren Buffett-

03 เมษายน 2556

เริ่มต้น เร็ว !

     วันนี้มีเรื่องราวดี ๆ มาเล่าให้ฟังครับ เป็นเรื่องราวของเด็กชาวอเมริกัน ชื่อ แวนิส บั๊กโฮสซ์ เป็นเด็กอายุเพียง 10 ขวบ เชื่อหรือไม่ครับเด็กหนุ่มคนนี้เป็นถึงเจ้าของบริษัท "My Recycler" ซึ่งเขาก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้นมาเอง

      เริ่มต้นจากเมื่อเด็กหนุ่มอายุได้ 7 ขวบ เด็กหนุ่มได้ตั้งคำถามขึ้นมาว่า "ในแต่ละวันนั้นคนเราทิ้งขยะที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้มากแค่ไหนกัน ?" จากจุดเริ่มต้นนี้เด็กหนุ่มได้ออกสำรวจด้วยจักรยาน ไปตามชายหาด ท้องถนน และสวนสาธารณะ เพื่อเก็บขยะเหล่านั้นไปขาย อีกทั้งยังมอบรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายขยะนี้เพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย


  ขอบคุณเรื่อราวจาก  a day BULLETIN

      
      จากเรื่องราวสู่โลกแห่งการลงทุน เมื่อเราได้เริ่มต้นเรียนรู้และเริ่มลงทุนได้เร็วแน่นอนความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้เร็ว แต่ใช่ว่าทุก ๆ คนจะสามารถประสบความสำเร็จได้เหมือนกันหมดเพราะในโลกของการลงทุนนั้นไม่ได้มีสูตรสำเร็จแน่นอน แต่ละคนที่ประสบความสำเร็จนั้นมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป

      ถ้าในกรณีที่เลวร้ายที่สุดจากความสำเร็จ กลับกลายเป็นความล้มเหลว ในขณะที่เราเริ่มต้นได้เร็วนั่นก็หมายความว่า เรายังมีกำลังและเวลาอีกมากที่จะลุกขึ้นมาอีกครั้ง ลองนึกภาพดูครับเราล้มเหลวในขณะที่ช่วงอายุเรา 20 - 30 ปี กำลังและเวลาเรายังมีเหลืออยู่อีกมากโอกาสที่เราจะเริ่มอีกสักครั้ง สองครั้ง หรือสามครั้งก็ยังเป็นไปได้ แต่ถ้าเราเริ่มต้นเมื่ออายุเราปาเข้าไป 50 ปีไม่อยากจะนึกสภาพเลยครับว่าถ้าเกิดความล้มเหลวขึ้นมาจะมีเรี่ยวแรงพอจะลุกขึ้นมาอีกครั้งไหม อีกทั้งเวลาที่เหลืออยู่ก็น้อยลงเต็มที

      ความล้มเหลวจะไม่ใช่เรื่องราวเลวร้ายอะไรมากมายเลยถ้าเรามีการเริ่มต้นที่เร็ว เราพร้อมจะลุกขึ้นสู้ได้อีกหลายครั้ง นำประสบการณ์จากความล้มเหลวนั้นเป็นบทเรียนในการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง และอย่าลืมเมื่อประสบความสำเร็จจงแบ่งปันสู่ผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือความรู้ครับ


"การล้มเหลวนี่แหละดี ทำให้เราได้เห็นอะไรหลายอย่างบนพื้น เวลาล้มไม่ต้องรีบลุก แต่ต้องพยายามเก็บของที่อยู่บนพื้นให้ได้มากที่สุด" -ตัน ภาสกรนที (ตัน อิชิตัน)-





30 มีนาคม 2556

รู้อะไรก็ไม่สู้ "รู้งี้"



เคยไหมสอบ Admission คะแนนไม่ถึงคณะที่ใฝ่ฝัน ?
รู้งี้ !!! ตั้งใจเรียนดีกว่า

เคยไหมขับรถทางปกติ เจอรถติดแหง่ก ?
รู้งี้ !!! ยอมเสียตังค์ขึ้นทางด่วนดีกว่า

เคยไหมผับปิดแล้วไม่ได้เบอร์สาวที่เล็งไว้ ?
รู้งี้ !!! เดินเข้าไปขอซะก็ดี


รู้งี้ รู้งี้ รู้งี้ รู้งี้ รู้งี้ ในชีวิตเราต้องพูดคำว่ารู้งี้ มาแล้วกี่ครั้ง แล้วต้องพูดคำว่ารู้งี้ไปอีกกี่ครั้งกัน ???

     ทุกคนคงมีประสบการณ์ต่าง ๆ มากมายที่สุดท้ายแล้วต้องมาพูดคำว่า "รู้งี้" แน่นอนครับ มันแสดงถึงการที่เรารู้สึกเสียดาย หรือการที่เราตัดสินใจอะไรพลาดไป หรือกระทำบางอย่างผิดพลาดไป หรืออยากกระทำอะไรบางอย่างแต่ไม่กล้าจะทำ หรืออะไรอีกเยอะแยะไปหมดครับ

     ในโลกของการลงทุนเราได้ยินคำว่า "รู้งี้" บ่อยมากไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์
- ซื้อหุ้นปุ๊ปราคามันก็ตกลงปั๊ป (รู้งี้ ไม่ซื้อซะดีกว่า)
- เล็งแล้วเล็งอีกไม่ซื้อสักทีไม่นานราคาก็วิ่งขึ้น หรือตกรถนั่นเอง (รู้งี้ ซื้อซะก็ดี)
- ขายทิ้งปุ๊ปราคาวิ่งขึ้นปั๊ป หรือขายหมูนั่นเอง (รู้งี้ ยังไม่ขายดีกว่า)
- มีหุ้นอยู่ราคาเริ่มลดลงไม่ยอมตัดขาดทุน หรือติดดอย (รู้งี้ ขายทิ้งก็ดี)
     ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ครับ ที่จะได้ยินคำว่า "รู้งี้" แล้วทำอย่างไรดีล่ะไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างงี้

     วิธีที่จะแก้ให้หายขาดบอกได้เลยครับว่า "ยากส์" มาก แต่พอมีวิธีช่วยบรรเทาลงได้จากเหตุการณ์ที่เราพูดว่ารู้งี้ นั้นจะเกิดจากการตัดสินใจผิดพลาด หรือเสียดายที่ไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำ สิ่งที่จะช่วยเราได้ดีอย่างหนึ่งก็คือ การจดบันทึกครับ
     เช่นในการที่เราจะซื้อหรือขายหุ้นแต่ละครั้ง ให้เราทำการบันทึกเหตุผลที่เราทำการซื้อหรือขายหุ้นนั้น ๆ ครับ แล้วถ้าวันนึงเราพูดขึ้นมาว่า "รู้งี้" อีก ให้กลับมาดูเหตุผลที่เราทำการซื้อหรือขายครับ สิ่งนี้มันจะทำให้เราจดจำได้ว่าเหตุผลที่เรากระทำไปในครั้งนั้นเป็นเหตุผลที่ผิดพลาดครับ สิ่งที่จะทำต่อไปก็คือจดจำข้อผิดพลาดเหล่านั้นแล้วอย่าทำให้มันเกิดขึ้นอีกครั้ง เราก็จะลดปริมาณของ "รู้งี้" ลงได้บ้างครับ

   ลองไปฟังเพลงขำ ๆ กันครับ >>  รู้อะไรไม่สู้รู้งี้

      สิ่งที่สำคัญถ้าเราได้กระทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อน ทำในสิ่งที่เราคิดว่าเราจะรู้สึกเสียดายถ้าเราไม่ได้กระทำออกไป แม้สุดท้ายแล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไรจงอย่าได้เสียใจ และจงยอมรับกับผลของมันครับ แค่นี้มันก็คงทำให้เรามีความสุขแล้ว







23 มีนาคม 2556

สิ่งที่ติดตัว "เรา"

     ครั้งนี้เรามาพูดกันถึงสิ่ง ๆ หนึ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์ปุถุชนธรรมดาทั่ว ๆ ไปอย่างเรา ๆ กันครับ สิ่งนั้นก็คือ "กิเลส" แน่นอนครับเราทุกคนล้วนแล้วแต่อยู่กับกิเลสกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะ รัก โลภ โกรธ หลง กลัว อิจฉา ริษยา ฯลฯ โอย... เยอะแยะไปหมดครับ

     กิเลสเหล่านี้จะมีอธิพลต่อเรา ในแต่ละคนไม่เท่ากันครับ ใครปล่อยให้อารมณ์พุ่งนำเหตุผล ยิ่งทำให้กิเลสเหล่านี้เข้าครอบงำและควบคุมตัวเราไว้ คนไหนควบคุมและกำจัดอารมณ์ออกไปได้ กิเลสย่อมยากที่จะเข้าทำร้ายคนนั้นได้ เราต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมและจัดการกับสิ่งเหล่านี้ครับ

     ในโลกของการลงทุนมีกิเลสที่พูดถึงกันอยู่ 2 ตัวได้แก่ "ความโลภ" และ "ความกลัว" กิเลสสองตัวนี้สร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นกับตลาดหุ้นมากมาย ทำให้เกิดวัฏจักรของการลงทุนขึ้น

มีความหวัง > โลภ > ชักสงสัย > เริ่มกลัว > ตกใจ  > สิ้นหวัง > มีความหวัง  ...

                                                              ขอบคุณภาพจาก : CBSNEWS

     จากภาพบอกอะไรเราได้หลายอย่างครับ การขึ้นลงของตลาดก็อยู่ที่กิเลสของคนที่อยู่ในตลาดนั้นเองครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนสด ๆ ร้อน ๆ เลยก็ตลาดหุ้นบ้านเรานี่เองครับ SET ลดระดับลงมา จากจุดสูงสุด 1601.34 จุด ลงมาต่ำสุด 1464.72 จุด ใช้เวลาเพียงแค่ 4 วันเท่านั้น อย่างกับว่ากิจการต่าง ๆ กำลังจะเจ๊ง คงปฎิเสธไม่ได้หรอกว่า มันมาจากกิเลสทั้งนั้น

     จากข่าวเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้ 2-3 เดือนมีการเปิดบัญชีหลักทรัพย์เพื่อซื้อขายหุ้นใหม่กว่า 40,000 บัญชีซึ่งเยอะมาก (การคาดการณ์ปกติทั้งปีประมาณ 100,000 บัญชี) คงปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า เมื่อเห็นตลาดหุ้นขาขึ้นคนเราก็เกิดความโลภ ทำให้ยอดเปิดบัญชีเยอะขนาดนี้ แล้วพอเห็นปรากฎการณ์แบบสัปดาห์ที่ผ่านมา แน่นอนคงได้ยินเสียงโอดครวญกันบ้าง อีกสักหน่อยก็คงประวัติศาสตร์ซ้ำรอย กล่าวหาว่า "ตลาดหุ้นก็เหมือนการพนัน"

     เป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ ถ้าเรามีระบบ มีการจัดการกับอารมณ์ ไม่ปล่อยให้กิเลสเข้าครอบงำ มีวินัยในการลงทุน มีการบริหารเงินที่ดี เชื่อแน่ว่าต้องประสบกับความสำเร็จครับ แม้จะขาดทุนบ้าง ล้มเหลวบ้าง ขอแค่ลุกขึ้นมา ใช้ประสบการณ์ให้เป็นบทเรียน สมการของความสำเร็จง่าย ๆ ครับ

จำนวนครั้งที่ล้ม = จำนวนครั้งที่ลุก


    

19 มีนาคม 2556

น้ำเต็มแก้ว



     เปิดมาด้วยเพลงเพราะ ๆ เลยทีเดียว เรื่องราวในตอนนี้จะเป็นการเปรียบเทียบคนเรากับ "แก้วน้ำ" ใบนึงที่ว่างเปล่า ส่วนความคิด ความรู้ ความรู้สึก ความ... อะไรก็แล้วแต่ ก็เปรียบเสมือนกับ "น้ำ"

    แน่นอนแต่ละคนย่อมมีความเป็นตัวของตัวเอง ความคิดเป็นของตัวเอง ความรู้ในสาขาที่ตัวเองร่ำเรียนมา ความรู้สึกต่าง ๆ ตามแต่อารมณ์และอุปนิสัย ก็เปรียบเสมือนกับว่ามีน้ำที่เต็มแก้ว

    ปัญหาก็อยู่ตรงที่น้ำมันเต็มแก้วนี่ล่ะ ที่ทำให้เรายอมรับฟังคนอื่นได้น้อยลง ยอมรับในสิ่งต่าง ๆ ที่ขัดกับความเชื่อของตัวเองไม่ได้ ไม่กล้าทำในสิ่งที่คิดว่าไม่ปลอดภัยและไม่คุ้นเคย และก็อะไรอีกหลาย ๆ อย่างทำให้หลาย ๆ ครั้งด้วยกันที่การที่ทำตัวเสมือนน้ำเต็มแก้วนี้ ทำให้เราพลาดโอกาสดี ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต พลาดโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ พลาดโอกาสในการลิ้มลองประสบการณ์แปลกใหม่

     ในโลกของการลงทุนก็เช่นเดียวกัน ถ้าเรายึดมั่นในความคิดของตัวเองมากเกินไป ไม่ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ปฏิเสธการเรียนรู้ในแนวทางที่ตนเองไม่ถนัด ดันทุรังทำในสิ่งที่ผิดซ้ำ ๆ ย่อมจะประสบความสำเร็จได้ยาก

    มีข้อแนะนำมาฝากเราควรทำตัวให้เหมือนกับแก้วที่ว่างเปล่าอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่ว่าเทน้ำที่มีอยู่ทิ้ง แต่ให้เราเทน้ำนั้นใส่ลงไว้ในโอ่ง จากนั้นออกไปค้นหา ออกไปเรียนรู้ ออกไปรับฟัง ออกไปพบเจอ แล้วตักตวงสิ่งเหล่านั้นมาให้เต็มแก้ว จากนั้นก็กลับมาเทน้ำที่เต็มแก้วลงในโอ่งใบเดียวกัน ผสมผสานน้ำในโอ่งแล้วตักขึ้นมาให้เต็มแก้ว จะพบว่าเราได้อะไรแปลกใหม่หลาย ๆ อย่าง ความรู้หลาย ๆ แนวทาง ประสบการณ์มากมาย โดยที่สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด จะแฝงไปด้วยความเป็นตัวตนของเราปะปนอยู่

    ที่เขียนมายาวทั้งหมดนี้เพื่อที่จะบอกว่า เราเองต้องหารูปแบบการลงทุนของตัวเองให้เจอ โดยเราสามารถเรียนรู้ได้จากทั้งบุคคลที่ประสบความสำเร็จ และบุคคลที่ล้มเหลว นำมาลองผิดลองถูก ความผิดพลาดเราก็นำมาเป็นบทเรียน ปรับปรุงแก้ไข สังเกตุได้ว่านักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงแต่ละท่านจะมีรูปแบบและแนวทางในการลงทุนเป็นของตัวเอง อาจเหมือน คล้าย หรือแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยก็เป็นได้...